มันจะอะไรกันนักกันหนา แค่หน้าร้อนของญี่ปุ่นเท่านั้น
ชั้นสบถเบาๆ ให้กับคำชวนให้ไปเที่ยวของเพื่อน
......... แกต้องมาให้ได้นะ นะ นะ นะ ชั้นจะรออยู่ที่นาริตะ บ่ายสองพรุ่งนี้ ........
ชั้นทบทวนคำพูดที่ราวกับคำสั่งนั่นซ้ำแล้ว ซ้ำเล่า
ขณะที่สายตายังมองออกไปนอกนกยักษ์ที่กำลังโดยสารอยู่
เหตุผลมันก็ไม่เท่าไหร่หรอก
ชั้นแค่ไม่อยากไปเจอฤดูร้อนที่นั้น
ทั้งๆ ที่น่าจะนอนมองสายฝนเย็นสบายอยู่ที่ไทยนี่
พูดง่ายๆ คือ ชั้นเกลียดฤดูร้อน
ฤดูกาลที่ไม่เหลือใคร
ฤดูกาลที่ต้องอยู่ท่ามกลางแสงแดดเพียงลำพัง
มันทรมาน.....
บ่ายสองครึ่งพอดี ที่เครื่องบินร่อนลงสนามบิน
แสงแดดช่วงบ่ายแบบนี้แหละ ที่เกลียดที่สุด
โอ้วว ดีใจจังที่แกมา
เจ้าบ้านปรากฎตัว แล้วสวมกอดชั้นจนแทบหายใจไม่ออก
ไม่ทันที่จะกล่าวอะไรออกไป
ร่างบางที่ตัวเตี้ยกว่าชั้นเกือบยี่สิบเซ็นก็ลากชั้นไปยังที่จอดรถ
..................
ทำไมไม่พูดอะไรเลย ?
หล่อนเพิ่งจะถามชั้นเมื่อรถแล่นมาไกลแล้ว
ชั้นเหนื่อย ไหนล่ะ จะให้ชั้นมาดูอะไร ดูเสร็จจะได้รีบๆ กลับ
ก่อนที่จะยกน้ำขวดขึ้นดื่มอย่างกระหาย
ซากุระ
ฮะ ? ซากุระ นี่มันฤดูร้อนนะแก
คิ้วของชั้นขมวดเข้าหากันด้วยความสงสัย
อื้ม นั่นแหละ ที่จะพาแกไปดู
....................
..............
.........
...........
...............
.........................
นี่คือต้นซากุระต้นเดียวในโมเทกิ ที่บานในหน้าร้อนครับ
ผมอธิบายเรื่องราวคร่าวๆ ของซากุระต้นใหญ่ที่ตั้งตระหง่านอยู่ข้างหน้านี้
บทพูดที่เหมือนเป็นบทละคร แม้หลับตาก็ยังจำได้แม่นยำ
นี่เป็นครั้งที่แปด ที่ผมพาลูกทัวร์มาชมซากุระหลงฤดูนี้
มันคงเป็นเรื่องธรรมดา หากจะเห็นต้นไม้ประจำชาติเบ่งบานในฤดูอื่น
แต่สำหรับซากุระต้นนี้
มันกลับบานเพียงในฤดูร้อนตลอดสี่สิบปีที่ผ่านมา
........
ผมทอดสายตาไปยังต้นไม้ใหญ่ที่มีกลีบสีชมพูหล่นใต้ต้นเต็มไปหมด
ก่อนที่จะพูดอธิบายกับนักท่องเที่ยวกลุ่มใหญ่ต่อ
เชื่อไหมครับ ว่าพรุ่งนี้ ณ ที่นี่ จะไม่เหลือกลีบซากุระเลยสักกลีบ บนต้น อีกอย่าง ทางวัด....
ผมหยุดพูด เพื่อหายใจเข้า แล้วบอกตัวเองให้ทำใจกับเรื่องใจหายนี้
...ก็จะตัดต้นซากุระนี่ทิ้ง เพื่อใช้พื้นที่ที่เหลือสร้างสถานสาธารณประโยชน์ของวัด
นี่หมายถึงการเบ่งบานครั้งสุดท้ายของต้นไม้ใหญ่ที่มีอายุถึงเจ็ดสิบปีต้นนี้
...........
..................
ทางเจ้าอาวาสเองก็บอกว่าไม่อยากตัดทิ้ง
แต่เจ้าของที่บอกว่าอย่างไรซะมันก็จะต้องตายอยู่ดี
คนญี่ปุ่น คงไม่เห็นว่าต้นไม้ใหญ่ต้นนี้นี้สำคัญหรอก
เพราะว่ายังมีต้นซากุระแบบเดียวกันอีกเป็นพันเป็นหมื่นต้นทั่วเกาะญี่ปุ่นแห่งนี้
..........
..................
ผมจึงตั้งชื่อเรียกให้มันอีกชื่อว่า ซากุระต่างแดน
คนที่เห็นความสำคัญในความงามใต้ต้นซากุระแห่งนี้เท่านั้นได้
คงเป็นเพียงนักท่องเที่ยวต่างแดนที่หลงใหลความสวยงามที่รอวันโรยรานี้
อีกอย่าง .. ที่จะเป็นทัวร์สุดท้ายที่ผมจะอยู่ที่ญี่ปุ่น
อีกสองวัน ผมก็จะย้ายไปอยู่อีกสาขา ที่ไกลแสนไกล
และแตกต่างจากที่นี่ โดยสิ้นเชิง
.............
....................
.............................
สวย ....
ชั้นพูดแผวเบากับตัวเอง
มันสวย
สวยมาก.....
ในสายตาของชั้น
อาจเป็นเพราะชั้นไม่ได้ตั้งความหวังว่ามันจะสวยขนาดนี้เพราะความเหนื่อยล้า
..........
................
ชั้นยืนดูกลีบซากุระที่ร่วงหล่นเพราะแรงลม
มันราวกับค่อยๆ ทำให้ลมร้อนอบอ้าวรอบกายหายไป
กลีบซากุระกลีบหนึ่งร่วงหล่นลงมาบนมือชั้น
แล้วค่อยๆ .. ปลิวไปเพราะแรงลมที่เป่าออกจากปาก
ชั้นตอนนี้ คงไม่ต่างอะไรกับกลีบซากุระ
ที่เดียวดาย เหี่ยวเฉาท่ามกลางผู้คนมากมายนี้
แต่ยังสร้างปาฏิหาริย์ให้เกิดในทุกๆ หน้าร้อน
และสร้างความประทับใจให้แก่ผู้มาเยือนอย่างไม่มีที่ติเลย
..................
เชื่อไหมครับ ว่าพรุ่งนี้ ณ ที่นี่ จะไม่เหลือกลีบซากุระเลยสักกลีบ บนต้น
อีกอย่างทางวัดก็จะตัดต้นซากุระนี่ทิ้ง
เพื่อใช้พื้นที่ที่เหลือสร้างสถานสาธารณประโยชน์ของวัด
เสียงแว่วๆ ภาษาอังกฤษดังเข้าหูของชั้น
ตัดทิ้ง ?
จริงเหรอ .........
ไม่จริงใช่มั้ย.....
ชั้นฟังผิดไปใช่มั้ย ..
ชั้นไม่รีรอที่จะวิ่งเพื่อถามเหตุผลจากไกด์หนุ่มที่ยืนอยู่ฝนผูงนักท่องเที่ยว
หมายความว่าไงคะ ?
ชั้นถามด้วยสำเนียงอังกฤษแบบชาวไทยแต่ก็พอที่จะทำให้คู่สนทนารับรู้
ครับ หมายความตามที่ผมพูด
เขาตอบด้วยน้ำเสียงนิ่ง เหมือนกับรู้อยู่ก่อนแล้วว่าจะมีนักท่องเที่ยวคนใดคนหนึ่งเอ่ยถาม
จะไม่มีซากุระหน้าร้อนต้นนี้อีกแล้ว ใช่มั้ย ?
ชั้นถามเสียงเบาลงจนแทบไม่ได้ยิน
น้ำใสๆ รินไหลออกมาจากดวงตาอย่างไม่รู้ตัว
....................
...............................
เฮ้ คุณเป็นอะไรไปครับ ? คุณครับ ? ไม่สบายเหรอ ?
ผมตกใจมากเมื่อผมเห็นผู้หญิงนักท่องเที่ยวตรงหน้าร้องไห้
เธอยังไม่ยอมตอบ เอาแต่ส่ายหัวไปมา ปนเสียงสะอื้น
ต้นซากุระนี้ คงเหมือน .. เหมือนตัวชั้น .. ไม่ใช่แค่ไม่เหลือใคร แต่ยังมีคนที่จะมาทำร้ายปราฏิหาริย์ของชั้นอีก
เธอพูดในสิ่งที่ผมไม่เข้าใจ ด้วยสำเนียงภาษาอังกฤษแปลกๆ ของเธอแล้วด้วย มันยิ่งหนักเข้าไปใหญ่
คุณครับ อธิบายดีๆ สิครับ คุณจะเป็นลมเหรอ คุณมีเพื่อนมาด้วยมั้ย ?
ผมพยายามถามในสิ่งที่จะช่วยเธอได้ แต่นั่นกลับไม่เป็นผล ผมจึงพยายามเรียกคนอื่นที่พอจะรู้จักมาช่วย
อย่าไป อย่าไปเลย ฮือ.. อย่าไปเลยนะ ชั้น... ชั้น ไม่อยากอยู่คนเดียวแล้ว
สิ้นเสียงของเธอ ผมก็พยายามเข้าใจ ว่าเธอคงมีอดีตอะไรบางอย่างที่ผมไม่รู้
เธอคงจะไม่อยากทุกข์ทรมานกับการถูกให้ยืนอยู่ท่ามกลางผู้คนอย่างโดดเดี่ยว
มือที่กำเสื้อผมแน่น .. เพิ่มความมั่นใจให้กับผม
ครับๆ ผมไม่ไปไหนหรอก เราไปนั่งดูซากุระด้วยกันตรงม้านั่งนั่นดีมั้ย .. เธอเพียงพยักหน้ารับ
แล้วผมก็พาเธอไปยังม้านั่งตรงข้ามซากุระต้นใหญ่
เนิ่นนาน ..
จนบนพื้นมีกลีบดอกไม้สีชมพูปนขาวเกลื่อนไปหมด
เธอจับมือผมแล้วพูดคำๆ หนึ่ง ผมไม่รู้ว่าคำนั้นแปลว่าอะไร เพราะเธอเอ่ยด้วยภาษาของตัวเอง
แต่ก็พอจะรู้ว่านั่นเป็นการขอบคุณผม ก่อนที่จะเดินกลับไปยังกลุ่มนักท่องเที่ยว
พระอาทิตย์ไม่ได้อยู่เหนือศรีษะแล้ว
นั่นเป็นสัญญาณที่บอกว่า
หมดเวลาทำงานของผม ที่นี่แล้ว ...
...............
.........................
เช้าวันใหม่แล้ว
เมื่อวานชั้นคงบ้ามาก
ที่ร้องไห้ต่อหน้าชายที่ไม่รู้จัก แถมยังสั่งเค้าไม่ให้ไปไหนอีก
แต่ ... ตั้งแต่ชั้นเจอฤดูร้อนเมื่อสี่ปีที่แล้ว
ไม่มีครั้งไหนเลยที่ใจชั้นจะรู้สึกอบอุ่นเท่านี้
แม้มันจะเป็นเพียงระยะเวลาสั้นๆ
มันก็มีความหมายมากพอที่จะทำให้ชั้นเปลี่ยนทัศนคติใหม่ กับ ฤดูร้อน
...........
ชั้นตัดสินใจไปยังใต้ต้นซากุระฤดูร้อนนั่นอีกครั้ง
เพื่อส่งการ์ดเล็กๆ เป็นภาษาไทย ให้แก่ต้นไม้ใหญ่ที่มอบความชุ่มชื้นให้ฤดูร้อนของชั้น
ซาโยนาระ ซากุระ แดนไกล f. Thai traveller .............
.............
.......................
บ่ายแล้ว ผมกลับมาดูต้นซากุระที่เหลือเพียงกิ่งก้านสีน้ำตาลอีกครั้ง
บอกลา ... ความทรงจำทั้งหมดที่เคยผ่านมาแปดปี ณ ดินแดนอาทิตย์อุทัย
การ์ดใบเล็กๆ ที่หล่นอยู่ใต้ต้นสะดุดตา
ผมหยิบมันขึ้นมาอ่าน การ์ดที่มีใจความสั้นๆ ไม่รู้ภาษา จากนักท่องเที่ยวชาวไทย ..
ผู้หญิงคนนั้น .. สินะ
แล้วยิ้มรับ
แล้วคุณไกด์จะย้ายไปที่ไหนเหรอครับ ? คนดูแลสวนของวัดถามขึ้น
ผมฉีกยิ้มอีกครั้ง แล้วตอบไปกลับไปด้วยความมั่นใจว่า...
ประเทศไทยครับ.......